รีวิวหนัง Three Billboards Outside Ebbing , Missouri – 3 บิลบอร์ด ทวงแค้นไม่เลิก

Three Billboards Outside Ebbing , Missouri | Martin McDonagh

รีวิวหนัง Three Billboards Outside Ebbing , Missouri - 3 บิลบอร์ด ทวงแค้นไม่เลิก
นี่เป็นหนังในดวงใจของผมในระดับที่ หนังติดอันดับท๊อป 5 ของตัวเองเลย สนุกมาก อินสุดๆ มันหนักหน่วง มันบ้าคลั่ง และมันก็งดงาม เราจะได้สัมผัสการเปลี่ยนผ่าน การให้อภัย และการเติบโตของตัวละครในระดับลึกด่ำกว่าหนังเรื่องไหนๆ รวมไปถึงความสมจริงสมจังแบบที่ทำให้เราเจ็บจุกเหมือนถูกแทง ในแต่ล่ะบทมันคือความลงตัวระหว่างความรุนแรงและชีวิตที่เล่าออกมาเฉียบคม ตัวละครทุกตัวเป็นสีเทา กลมเกลาเหมือนมนุษย์ปกติ เป็นสีเทาที่อบอุ่นและเลือดเย็นไปพร้อมๆ กัน ส่วนตัวแล้วให้เป็นหนังยอดเยี่ยมของออสการ์ปีนี้เลย ถึงจะพลาดให้กับ Shape of Water แต่ Three Billboards เองก็ไปคว้ารางวัลมาหลากหลายมากแล้วล่ะ

Three Billboards เป็นหนังเกี่ยวกับการท้าทายอำนาจของรัฐ ในรูปแบบของการเอาคืนจากมิลเดร็ด แม่ผู้สูญเสียลูกสาวไปกับการข่มขืนและฆ่า โดยที่ตำรวจไม่สามารถแม้แต่จะหาผู้ต้องสงสัยได้เลย มิลเดร็ดไม่สามารถรับการจากไปโดยไม่ได้รับความยุติธรรมแบบนี้ นางเลยโทษว่าเป็นความผิดของตำรวจ จากนั้นก็เริ่มท้าทายตำรวจด้วยการตั้งป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ 3 ป้ายบนถนนชนบทที่แทบไม่มีใครขับผ่าน กลายเป็นข่าว แพร่ออกไปทั่วรัฐจนตำรวจท้องถิ่นไม่อาจนิ่งเฉยได้ ซึ่งมันไปเร่งให้อาการมะเร็งในร่างของนายอำเภอไปเร็วยิ่งขึ้น เหล่าคนที่เคารพนับถือนายอำเถอคนนี้ก็เริ่มไม่พอใจ แล้วเรื่องราวการเอาคืนไปมาระหว่างกันก็เริ่มต้นขึ้น คลืบคลานไปช้าๆ ตามการเล่าเรื่องที่ฉับไว แฝงด้วยมุกตลกผ่อนเบาไม่ให้เนื้อเรื่องหนักเกินไป

เราจะได้เห็นความแค้น และการเอาคืนของแต่ล่ะฝั่งได้แก่ฟากมิลเดร็ด กับฟากตำรวจไปเรื่อยๆ ในระดับที่ค่อยๆรุนแรงไปตามองค์ของหนัง เช่น ใช้อำนาจโดยมิชอบ เล่นงานเพื่อนของอีกฝ่าย แอบทำเรื่องผิดกฏหมาย ทำร้ายร่างกาย เผาป้าย เผาสถานีตำรวจ และการโยนคนจากตึก ปรากฏการณ์ความแค้นเหล่านั้นมันเค้นความรู้สึกหนักๆจากหนังออกมาตลอดเวลา จนเราได้เห็นข้อมูลและนิสัยของตัวละครแต่ล่ะตัวผ่านความเจ็บปวดจากการถูกดูหมิ่น ถูกทำร้าย และถูกเอาคืนได้อย่างแนบเนียนและสะเทือนใจ มันไม่เหมือนหนังล้างแค้นปกติ มันเป็นมากกว่าความสะใจ เพราะมันคือการทำร้ายกันระหว่างคนที่เจ็บปวด พวกเขาไม่ได้อยากทำร้ายกันหรอก แต่ต่างคนก็ถูกทำร้ายจากระบบ ไม่ว่าจะระบบรัฐ หรือระบบสังคมแบบต่างๆ จนต้องหันมาทำร้ายกัน ที่ทำให้เกิดการต่อสู้ที่ไม่จบสิ้นแบบนี้

เราจะได้เห็นครอบครัวของแต่ล่ะตัวละครที่อยู่ในวาระการเอาคืนในแต่ล่ะรูปแบบ ไม่ว่าจะฟากมิลเดร็ด สภาพของผู้คนที่ต้องรับมือกับการจากไปอย่างกะทันหันจากการฆาตกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะโทษตัวเอง ไม่ว่าจะฟากพ่อ แม่ หรือน้องชายของเหยื่อ ที่ติดอยู่กับคำว่า “ถ้าไม่ล่ะก็…” ฟากของนายอำเภอแสนอบอุ่นที่ใครๆ ก็รัก และอยู่ในรัฐที่การเหยียดผิวเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนที่ไว้ใจไม่ค่อยได้ หรือกับคดีที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถไขออกอย่างคดีของลูกสาวมิลเดร็ดนี้ ภาวะการกดทับดิกซอนจากแม่ที่ทำให้ชีวิตของเขาพัง เหยียดผู้คน และอารมณ์ร้อน หรือการเชื่อมั่นในมนุษย์ของนายอำเภอเองที่เรียกได้ว่ามันคือพลังของเรื่องนี้เลย ซึ่งผู้กำกับเก็บทุกรายละเอียดของตัวละครทั้งหมด และสร้างออกมาได้สมจริงสุดๆ มีความเหยียดเพศที่สาม ความเหยียดผิว คละคลุ้งอยู่ในทุกบทสนทนา ฝังลึกลงในแต่ล่ะตัวละคร ความสมจริงของมันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นการต่อต้านแบบยัดเยียดเลย มันเป็นธรรมชาติ เหมือนเราได้เห็นชีวิตของคนปกติที่มีความคิดรูปแบบจริงๆ ที่เราจะสัมผัสได้ในคนทั่วไป แถมยังกล้าเข้าไปสำรวจคนผิวขาวเหยียดผิวที่หนังเรื่องอื่นไม่ค่อยจะแตะเท่าไหร่ หรือส่วนมากจะเป็นตัวร้าย แต่เรื่องนี้หนังทำให้เขาเองก็มีจิตใจเฉกเช่นคนปกติ มีความเห็นแก่ตัวเอง เห็นแก่ผู้อื่น เขาเองก็เป็นมนุษย์ มีความชั่วร้ายดีแตกต่างกันไป หนังเล่นกับการตัดสินผู้คนแบบนี้ตลอดเลย เช่น เมียใหม่ของผัวเก่ามิลเดร็ดเองที่ถูกสร้างให้เห็นว่า “โง่” แต่พอมาถึงจุดๆ หนึ่งเราจะได้เห็นกระบวนการความคิดที่ซื่อและดีงามพอส่งตรงมาจากจิตใจ ที่เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องไปอีกขั้วหนึ่งเลย ซึ่งกระบวนการกระจกสะท้อนนี้แหละที่ทำให้หนังมันไปไกลกว่าหนังล้างแค้น หรือหนังท้าทายรัฐ โดยถือเป็นหัวใจของการเดินเรื่องเลยก็ว่าได้ เราจะได้เห็นการเดินเรื่องแบบนี้ในทุกตัวละคร โดยเฉพาะฉากท้ายๆ ที่ตัวละครสำคัญๆ เริ่มต้นที่จะเห็น “อีกด้าน” ของตัวเอง

หนังพาไปดูความงดงามของคนน่ารังเกียจ พาไปดูผู้คนที่ถูกตัดสินและทิ้งไว้ในความมืดมิด ที่ไม่ใช่แค่ด้านของคนผิวสีดำ ผู้หญิงเท่านั้น แต่มันไปถึงคนผิวขาวเหยียดผิวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการ

สุดท้ายพวกเขาก็คือมนุษย์ไม่ต่างกับเราๆ

ช่วงที่พีคที่สุดของเรื่อง ที่เล่นงานความรู้สึกอย่างรุนแรง เหมือนหมัดฮุคที่ค่อยๆ คลี่คลายเรื่องราวทั้งหมดออกอย่างช้าๆ คือจังหวะให้น้ำส้มของเรด เวลบี้ ฉากนั้นเป็นอะไรที่สะเทือนใจมากๆ เพราะมันเป็นการให้อภัยที่งดงามมากหลังจากการเอาแค้นที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นมาในเรื่อง

ที่สุดแล้วแกนกลางของหนัง คือ การแก้แค้นที่ไม่ว่าจะเป็นยังไงมันก็จะดำเนินไปอย่างไม่จบสิ้น และสุดท้ายก็ไม่มีอะไรถูกแก้ไขได้เลย มีแต่การทำร้ายกันมากขึ้นๆ หนังพาเราไปพบกับฉากสะเทือนอารมณ์ของการให้อภัย การก้าวผ่านสิ่งที่ตัวเองยึดติดมาโดยตลอดของตัวละครแต่ล่ะตัวในเรื่อง และการอยู่กับมันต่อไป อาจยังคงเหยียดชนชาติเหมือนเดิม เลวเหมือนเดิม แต่คราวนี้พวกเขามีเครื่องมือใหม่แล้ว

ฉากจบของหนังจึงเป็นอะไรที่แตกต่างกับตอนต้นเรื่องมาก และชีวิตก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละ ไม่มีอะไรสมใจอยากไปจนหมด ชีวิตคือเรื่องลุกล้มคลุกคลาน มอบบททดสอบมากมายเพื่อให้เราก้าวผ่านอะไรบางอย่าง และมีแต่เราเท่านั้นที่จะต้องดำรงชีวิตต่อไปในทุกๆวัน การให้อภัยในหนังเรื่องนี้จึงทรงพลังสุดขีด เพราะคนที่ให้อภัยเป็นคนแรก ก็คือคนสุดท้ายที่ถูกทำร้ายมากที่สุด ดังนั้นในตอนจบ ทั้งดิกซอนและมิลเดร็ดที่หันกลับมาคืนดีกัน ออกเดินทางไปตามผู้ต้องสงสัยที่พ้นผิดด้วยปืนลูกซอง ต่างก็ไม่แน่ใจว่าพอไปถึงที่หมายแล้วจะฆ่ากันหรือไม่ นั่นเพราะชีวิตทั้งสองเปลี่ยนไปจนหมดสิ้นแล้ว เป็นคนสุดท้ายที่รับเอาความเจ็บป่วยของมนุษย์ ของรัฐ(ทหาร) และของสังคมเอาไว้ทั้งหมดด้วยการเงียบงัน

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่งเลย บทภาพยนตร์สมจริงกดดันหนักหน่วงได้ทุกการเล่า มีเนื้อเรื่องที่สะเทือนใจได้ในทุกนาที การแสดงก็ยอดเยี่ยม เก็บละเอียดทุกเม็ด เทความบ้าคลั่ง ความเครียด อารมณ์ใส่กันแบบสุดๆ แสดงกันในระดับถึงแก่น โหดเหี้ยม เลือดเย็น อบอุ่นในเวลาเดียวกัน เพลงอาจไม่เด่นมาก แต่การตัดต่อนี่เฉียบคมและมีเสน่ห์เลย ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *