รีวิวหนัง Die Tomorrow หรือชื่อไทยว่า พรุ่งนี้ตาย ดราม่า โรแมนติก และคอมเมดี้

เรื่องย่อหนัง หนัง Die Tomorrow หรือชื่อไทยว่า พรุ่งนี้ตาย เป็นหนังอีกเรื่องของผู้กำกับสายหนังทางเลือก เต๋อ – นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งดราม่า โรแมนติก และคอมเมดี้ และถึงชื่อจะเป็นแบบนั้น แต่ก็ไม่ใช่ หนังสยองขวัญ อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจกัน ตัวหนังจะแบ่งออกเป็น 6 พาร์ทหลัก 7 พาร์ทย่อย ที่การถ่ายทำจะมีความพิเศษ ด้วยรูปแบบการถ่ายลองเทค โดยภายในหนังทุกตอนจะมีช็อตลองเทคที่สั้นที่สุดคือ 6 นาที และยาวที่สุด 11 นาที โปสเตอร์หนังที่ถูกปล่อยออกมา เป็นชื่อนักแสดงทั้งหมด 11 คน ได้แก่ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, พัชชา พูนพิริยะ, สิราษฎร์ อินทรโชติ, รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล, มรกต หลิว, กัญญภัค วุธรา, ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง, วิโอเลต วอเทียร์, กรมิษฐ์ วัชรเสถียร, ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย และ จรินทร์พร จุนเกียรติ

Die Tomorrow หนังส่วนตัวก่อนตาย สไตล์บิดาแห่งฮิปสเตอร์ เต๋อ นวพล

ภาพยนตร์ที่เป็นเหมือนกับงานศพ จำลองการบันทึกภาพวาระสุดท้ายก่อนความตายมาเยือนของหลายชีวิต ความตายดูเป็นจุดพลิกผันที่ยิ่งใหญ่และไม่มีวันหวนกลับ ความตายเป็นคำที่ทรงพลังและสั่นสะเทือนคนเรารุนแรงอยู่ทุกช่วงยุคสมัย ทว่าใน Die Tomorrow ภาพยนตร์ที่ครุ่นคิดหนักเกี่ยวกับความตายกับเลือกที่จะนำเสนอช่วงเวลาสามัญก่อนความตายที่ช่างเป็น “วันธรรมดาๆ วันหนึ่ง” ไม่มีสัญญาณบอกเหตุ ไม่มีใครล่วงรู้ ไม่มีการบอกลา และยังไม่ได้ทำอีกหลายสิ่ง

นวพล ธรรมรงค์รัตนฤทธิ์ คือหนึ่งในผู้กำกับร่วมสมัยที่ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็เป็นที่จับตามองของตลาดที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดแมส อินดี้ ไปจนถึงกลุ่มคนดูที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสอง หนังของนวพลมักห่อหุ้มด้วยคอนเซปต์ที่น่าสนใจ เขามักสร้างโครงกระดูกสันหลังของเรื่องผ่านคอนเซปต์การเล่าเรื่องบางอย่าง และค่อยๆ ขยับขยายเรื่องราวผ่านคอนเซปต์นั้น ใน เขาเลือกเล่าเรื่องชีวิตของตัวละครหลายชีวิตในโมเมนต์ช่วงก่อนที่ตัวละครเหล่านั้นจะพบกับความตาย หรือได้รับผลกระทบจากความตายในไม่ช้า ตัวละครทุกตัวของเขาไม่มีใครหยั่งรู้ล่วงหน้าหรือจับสัญญาณบอกเหตุใดใดได้เลย พวกเขาต่างใช้ชีวิตตามปกติราวกับขณะที่ความตายกำลังคืบคลานมาอย่างเชื่องช้าและสงบเสงี่ยม

ถึงหนังจะจับประเด็นเรื่องใหญ่โตทางอารมณ์อย่างความตาย แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะเร้าอารมณ์คนดูให้พานโศกเศร้าหรือรู้สึกถูกกระตุ้นให้กราฟอารมณ์พุ่งดิ่งแต่อย่างใด เพราะนวพลเลือกที่จะเล่าเรื่องอย่างเบาบางเอาเสียมากๆ บางเสียจนคนที่ไม่ได้มีประสบการณ์ลึกซึ้งที่สามารถเชื่อมโยงกับความตายอันเงียบสงบในหนังอาจจะจูนกับหนังยากอยู่เหมือนกัน และอีกข้อสังเกตหนึ่งคือแม้นวพลจะถือได้ว่าเป็นผู้กำกับที่มีสายตาละเอียดอ่อนและถ่ายทอดได้อย่างเรียลริสติก แต่ด้วยคอนเซปต์ของเรื่อง กิมมิกที่วางไว้อย่างรัดกุมและโดดเด้งออกมามากในบางครั้งก็ทำให้เกิดเป็นช่องว่างที่ไม่นำพาสำหรับคนดูบางกลุ่มอยู่เหมือนกัน

จึงเป็นหนังที่ยากจะนิยามเพราะหนังให้ความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความเศร้ากับความรับรู้สามัญเกี่ยวกับความตาย ความที่หนังพยายามเบาบางทั้งประเด็นและการสร้างอารมณ์ทำให้การจูนติดกับหนังอาจทำได้ยากอยู่เหมือนกันสำหรับหลายๆ คน แต่กับใครที่มีประสบการณ์ครุ่นคิดลึกซึ้งถึงความตาย หรือเคยได้รับผลกระทบจากความตายอาจจะจูนหนังติดได้อย่างลึกซึ้ง เพราะสิ่งที่หนังพยายามทำทั้งเรื่องอย่างซื่อสัตย์แข็งขันคือการที่บอกกับเราทุกคนว่าในหลายๆ ครั้งวาระก่อนตายมักมาอย่างเงียบสงบในวันธรรมดาๆ ของชีวิตโดยที่ใครต่างก็ไม่รู้ตัว

ที่มา 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *